บทที่ 12 ข้าเข้าถูกห้องหรือไม่
ร้านแรกที่มาถึงเป็นร้านเครื่องประทินโฉม พอรู้ว่าซูเหยี่ยนจื้ออยู่ภายในร้านแล้ว ฟางซินจึงเดินดูสินค้าภายในร้าน ทั้งผลิตภัณฑ์ที่ใช้ คุณภาพของเครื่องประทินโฉม นางจดและจำเอาไว้ในใจ ไว้กลับไปค่อยคิดหาทางปรับปรุงให้ดีขึ้น
“...” พอเข้าไปในห้องรับรอง ฟางซินก็ต้องตกใจไม่น้อย
หลงจู๊และลูกจ้างที่สองคนคุกเข่าอยู่ที่พื้น ใบหน้าของทั้งสามมีร่องรอยคล้ายถูกทุบตี ซูเหยี่ยนจื้อนั่งดื่มชาอยู่ที่โต๊ะ ด้านหลังยังมีองครักษ์อีกสองคนยืนนิ่งราวกับรูปปั้น
“เอ่อ...ข้าเข้าถูกห้องหรือไม่” ดูเหมือนไม่ได้มาพูดคุยเรื่องในร้าน แต่ที่เห็นเหมือนซูเหยี่ยนจื้อมาทวงหนี้มากกว่า
“นั่ง” ร่างกายของฟางซินนั่งลงอย่างรวดเร็ว
“พูด!!!” เสียงเย็นเยือกของซูเหยี่ยนจื้อทำให้หลงจู๊และลูกจ้างอีกสองคนสะดุ้งสุดตัว
ทั้งสามต่างแย่งกันพูด เรื่องยักยอกเงินในร้าน รับซื้อของที่ไม่ได้คุณภาพเช่นใดออกมาจนหมดสิ้น
“พวกเจ้าเป็นคนที่ท่านแม่เลือกมาเองกับมือ ข้าจะให้โอกาสอีกครั้ง เงินที่ยักยอกไปก่อนหน้า ข้ารู้ดีว่าไม่อาจนำกลับมาคืนได้ แต่หากมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง ข้าจะไม่สอบถามพวกเจ้า แต่จะส่งตัวให้ทางการทันที”
ทั้งสามต่างก็โขกศีรษะกับพื้นขอบคุณความเมตตาของฟางซินไม่ขาดปาก ซูเหยี่ยนจื้อจ้องมองฟางซินอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะให้องครักษ์จับตัวพวกหลงจู๊และลูกจ้างทั้งร้านลงนามรับผิดเก็บไว้เป็นหลักฐาน
“ญาติผู้พี่ ข้าขอเวลาสักครู่ได้หรือไม่เจ้าคะ” นางต้องการเขียนข้อผิดพลาดภายในร้าน เพื่อนำไปปรับปรุง ดูแล้วสิ่งที่นางเห็นเมื่อครู่คงเป็นเพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้น
“ข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งก้านธูป (ประมาณครึ่งชั่วโมง) ”
“จะไปพอได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ” นางเอ่ยออกมาอย่างไม่พอใจ
“เช่นนั้น...หนึ่งจิบถ้วยชา (ประมาณสิบห้านาที) ”
“หนึ่งก้านธูปกำลังพอดีเจ้าค่ะ” ฟางซินเอ่ยเสียงลอดไรฟันออกมา หากโต้เถียงเขาคงได้ลุกพานางออกจากร้านไปทันทีเป็นแน่
ฟางซินหันไปสั่งหลงจู๊และลูกจ้างให้ไปนำเครื่องประทินโฉมทุกอย่างในร้าน ให้นางนำกลับไปอย่างละชิ้น ทั้งสามต่างก็รีบลุกขึ้นจัดการให้อย่างรวดเร็ว นางเดินตรวจสอบภายในร้าน ส่วนใดที่ควรปรับปรุงฟางซินก็ร่างแบบขึ้นมาทันที
ไม่คิดว่าเวลาหนึ่งก้านธูปจะหมดลงอย่างรวดเร็ว ซูเหยี่ยนจื้อเดินมาหยุดอยู่ข้างนาง มองนางตวัดพู่กันร่างแบบร้านอย่างสนใจ
“ญาติผู้พี่ รอข้าประเดี๋ยวใกล้เสร็จแล้วเจ้าค่ะ” นางเอ่ยพูดโดยไม่ได้หันขึ้นไปมอง
ยามนี้ฟางซินเปิดผ้าที่ปิดหน้าออก เพื่อให้สะดวกต่อการทำงานของนาง ซูเหยี่ยนจื้อเห็นสายตาของลูกจ้างในร้านมองมาที่ฟางซินด้วยความตกตะลึง ก็จ้องมองพวกเขาอย่างดุดัน จนไม่มีผู้ใดกล้ามองใบหน้าของนางอีกเลย
“เสี่ยวชิงขอน้ำหน่อย”
พอดื่มน้ำเสร็จ ฟางซินก็ถอนหายใจออกมา นางเป่ากระดาษที่ร่างแบบเอาไว้แล้วส่งให้หลงจู๊นำไปจัดการ
“ท่านดูเข้าใจหรือไม่ ข้าอยากให้ทำชั้นวางออกมาเช่นนี้ จะง่ายต่อการให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้า”
“ได้ขอรับ ข้าน้อยจะเร่งจัดการให้ขอรับ”
“เสร็จแล้วให้คนไปแจ้งก็แล้วกัน ข้าจะออกมาตรวจสอบอีกครั้งด้วยตนเอง”
“ขอรับ”
ฟางซินสั่งความเสร็จก็รีบเร่งฝีเท้าตามซูเหยี่ยนจื้อออกไป ร้านต่อไปก็กลายเป็นง่ายขึ้นแล้ว นางไม่ต้องเป็นผู้สอบสวนเองปล่อยให้เป็นหน้าที่ของซูเหยี่ยนจื้อ ส่วนนางตรวจสอบสินค้าภายในร้านแล้วจดสิ่งที่ต้องปรับปรุงให้หลงจู๊ไปจัดการ
ร้านสุดท้ายเป็นร้านผ้า หลังจากส่งแบบผ้าให้หลงจู๊ไปตัดออกวางขายแล้วก็ถือว่าเป็นอันจบเรื่อง
“ตัดชุดตามขนาดนี้ออกมาสองชุด สองวันเสร็จทันหรือไม่” นางเลือกออกมาสองแบบเพื่อตัดให้ตนเองและหมิงเยว่
“ทันขอรับ”
“อืม...เพิ่มอีกสี่ชุด ตามแบบนี้” นางชี้มือไปที่แบบชุดที่นำมาเกือบสิบแบบ “อีกสามชุดอยากให้เสร็จพร้อมกัน แต่แบบชุดนี้ช้าสักวันสองวันก็ได้ พอไหวหรือไม่”
“ไหวขอรับ ให้เสร็จพร้อมกันทั้งหกชุดก็ยังไหว คนงานเย็บปักที่ร้านมีหลายคนขอรับ” หลงจู๊มีความผิดติดตัวจึงอยากจะทำความดีชดเชย
“เช่นนั้นต้องรบกวนทุกคนแล้ว” ฟางซินยิ้มกว้างออกมา
หากนางตัดชุดให้เพียงแค่หมิงเยว่ก็คงจะดูไม่ดี จึงได้ตัดให้ท่านยาย ป้าสะใภ้ทั้งสองและหมิงม่านเพิ่มด้วย
“หามิได้ขอรับ”
“เดือนนี้ตัดเสื้อผ้าออกมาทั้งหกแบบเพื่อขายก่อน อีกสองเดือนค่อยเปิดตัวแบบที่เหลือ แล้วข้าจะส่งแบบมาให้ใหม่เรื่อยๆ”
“ขอรับ”
ฟางซินตำหนิพวกเขาเรื่องยักยอกเงินไปแล้ว ทั้งยังบอกอีกว่า หากสินค้าขายดีมากกว่าเดิม ทุกเดือนจะมีรางวัลขยันทำงานเพิ่มให้ทุกคน ทั้งสามร้านล้วนใช้วิธีการเดียวกัน
ฟางซินยังไม่ทันเดินขึ้นรถม้า ท้องของนางก็ร้องประท้วงออกมาแล้ว ตอนนี้เลยมื้อกลางวันมาเล็กน้อยแล้ว ข้าวเช้านางยังไม่ได้กิน นางจะทนไหวได้อย่างไร
“ญาติผู้พี่ ท่านหิวหรือไม่ ไปที่เหลาอาหารของข้าก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ”
“...” ซูเหยี่ยนจื้อไม่เอ่ยพูดอันใด ทั้งสีหน้าของเขาก็เรียบเฉยจนฟางซินไม่รู้ว่าเขาตกลงหรือไม่
พอขึ้นรถม้า นางก็เปิดของว่างมากินรองท้องก่อน ให้หิวจนตาลายกลับไปที่กินข้าวที่จวนนางคงเป็นลมไปเสียก่อน
“คุณหนูถึงแล้วเจ้าค่ะ” นางเพิ่งจะกินขนมไปได้เพียงแค่สองชิ้นเอง ดูอย่างไรก็คงยังไม่ถึงจวน
“หื้ม...ถึงจวนแล้วหรือ”
“เหลาอาหารของคุณหนูเจ้าค่ะ”
ฟางซินได้แต่เบ้ปาก ซูเหยี่ยนจื้อไม่มีปากหรือไง หรือเพียงแค่พยักหน้าให้นางรู้เสียหน่อยว่าเขาจะพามาคงไม่เป็นอะไรมากหรอกมั้ง
ช่างเป็นเรื่องบังเอิญเสียจริง ทั้งสองยังไม่ทันก้าวเท้าเข้าเหลาอาหาร ด้านหลังก็ปรากฏหลี่เต๋อซิ่วที่มากับหลี่หลิวอวี้ เดินเข้ามาทักซูเหยี่ยนจื้อ
